Please listen to her Lord

posted on 20 Nov 2009 11:12 by silverstar

DearGod

เอามาให้ดูกันเล่นๆครับ ดองบล๊อกจนได้

ความไร้เดียงสาของเด็กที่เขียนจดหมายถามผู้สร้างว่า

ทำไมไม่ทำให้คนคงอยู่ไปเรื่อยๆ

แทนที่จะปล่อยให้คนตายแล้วต้องสร้างใหม่

อืมมมมมมมม 

 

i.imgur.com

สวัสดีครับ

วันนี้เราจะมาดูเรื่องใกล้ๆตัวกันเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่รอบๆ

มาดูกันดีกว่าว่า เรารู้จักมันดีแค่ไหน

สิ่งที่จะพามาแนะนำวันนี้คือโต๊ะครับ

.

.

.

 

 

 

เรารู้จักโต๊ะดีแค่ไหนครับ?

 

 

พอนึกถึงคำว่าโต๊ะ สิ่งแรกที่เรานึกถึงคืออะไรครับ

 

หลายคนคงจะเห็นภาพโต๊ะอยู่ในมโนทวาร

 

ครับ บางคนก็มือวางอยู่บนโต๊ะคอมพิวเตอร์

 

ถึงจุดนี้หลายคนคง งงว่าจขบ. กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่(จขบ.บ้าไปแล้ววันนี้พูดอะไร)

 

 

 

เย่~ ต่อๆ ถามทุกคนว่าโต๊ะนี่ มีอยู่จริงไหมครับ(ก็จริงสิชั๊นจับอยู๋นี่ไง)

 

แน่ใจเหรอครับ? (แล้วไอ้แข็งๆนี่มันอาร๊ายยย)

 

โอเค๊~ เริ่มเลยนะ

 

ที่คุณสัมผัสอยู่ถ้ายกมือออก คุณจะยังรู้สึกถึงมันอีกมั๊ย?

 

ถ้าแค่มอง...คุณเห็น แต่เริ่มไม่รู้สึกถึงโต๊ะแล้ว?

 

ลองออกไปนอกห้องดู 

 

แล้วลองนึกถึงโต๊ะ จะมั่นใจได้ไงว่าโต๊ะมีอยู่?(เอ๊า ก็มันอยู่ตรงนั้นอ่ะ)

 

จริงเหรอ? เราไม่เห็น ไม่ได้สัมผัส เราจะแน่ใจได้ไงว่า โต๊ะนั้นมีอยู่จริงๆ

 

(ให้เวลาลองคิดตาม+ย่อยข้อมูล 3วิ)

.

.

.

จริงๆแล้ว โลกที่"เรา" อยู่เนี่ย อาศัยสิ่งที่เข้ามาสัมผัสที่ละอย่างๆ

ค่อยๆสร้างโลกเราขึ้นมา

โต๊ะตัวนั้น บางคนมองที่สีและรูปทรง

บางคนมองที่การใช้งาน

บางคนมองงานที่ทำโต๊ะ ว่าประณีตแค่ไหน

ทุกๆคนมีแง่มุมหนึ่งเท่านั้นที่มองโต๊ะตัวหนึ่ง

หากมองบางแง่มุม โต๊ะ ประกอบขึ้นมาจากพลังงานก่อนที่จะมาเป็นอนุภาคเป็นสสาร

ถ้าโต๊ะประกอบจากพลังงาน มันก็ไม่ต่างไปจากสิ่งอื่นรอบๆที่มีพื้นฐานเป็นพลังงาน

แล้วการเรียกมันว่าโต๊ะ หรือ table หรือจะในภาษาไหน ก็เป็นแค่การที่คนเรา บัญญัติ

มันขึ้นมา เท่านั้นเองครับ

และยิ่งถ้าเราไม่ได้เห็น ไม่ได้สัมผัส

โต๊ะที่ว่าก็ไม่ได้มีอยู่จริงนอกจากในความคิดเราเท่านั้น

ผมว่าคนเรายึดติดกับสิ่งที่คนบัญญัติขึ้นมามากเกินไป

จนหลายๆครั้งทำสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่จริงที่ตรงหน้าให้วุ่นวาย

จริงๆก็มีแต่ความคิดเท่านั้นเอง

อย่างเกี่ยวกับโต๊ะ ถ้าจะบอกว่้านี่ไง เราใช้วิธีชั่งตวงวัดแบบวิทย์ได้

บอกได้นะว่ามันอยู่ตรงนี้

"บอกไม่ได้หรอกครับ"

เพราะหากจะเอาให้แน่นอนจริงๆ

เราจะวัดค่าบางอย่างไม่ได้ ตามหลักทฤษฎีของไฮเซนเบิร์ก

เช่น ถ้าอิเล็คตรอนวิ่งอยู่ เราจะวัดความเร็วมันได้ แต่จะวัดมวลที่แน่นอนไม่ได้

ในทางกลับกัน เราจะวัดมวลมันได้ถ้าจับมันให้นิ่ง แต่จะวัดความเร็วที่แท้จริงของมันไม่ได้

เรื่องแบบนี้หลายๆครั้งก็ทำให้เกิดคำถามเนาะ ว่าความจริงที่แท้จริงคืออะไร?

แต่คิดไปก็จะมึนเปล่าๆครับ เพราะความจริงตรงหน้ามีแค่ "รู้"

 
สวัสดีครับ! 
ห่างหายกันไปพักนึงเลยนะครับ
ผมไปออกค่ายมาครับ
ที่จังหวัดหนองคาย
 
หลังจากกลับมาก็เหนื่อยมาก
เพราะเล่นทำงานกันจนไก่ขันถึงได้นอน
ไม่น่าเชื่อว่าเป็นค่ายสอน + แนะแนวเลยนะครับ
เพราะว่าประชุมกันนานนนนมาก
 
หลังจากไปทำค่าย
ก็ได้บทเรียนที่ถึงจะรู้อยู่แล้ว
แต่การที่ได้ทำค่าย
ทำให้ผมถูก
ย้ำเตือนถึงบทเรียนนี้อีกครั้งครับ
 
เคยไหมครับที่รู้สึกว่า
มันโหวงๆอยู่ข้างใน
เหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง
อาจเป็นความเหงา 
อาจเป็นความอ้างว้าง
อาจเป็นความรู้สึกไร้ค่า
หรือแค่กลวงๆ
 
บางทีอาจรู็สึกกลวงมาก
บางทีอาจรู้สึกกลวงน้อย
บางทีก็แทบไม่รู้สึกเลย
 
เราอาจรู้สึกต้องการใครซักคนคุยด้วย
หรือต้องการให้ใครสักคนมาเข้าใจ
 
แม้เราจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้คุย
แต่หลายๆครั้งก็รู้สึกว่า
ที่ว่างนั้น ยังไม่ถูกถมให้เต็ม
 
ไม่ว่าจะไปฟังเพลง
จิบกาแฟ
ดูหนัง
เที่ยว...
 
ก็มาจบที่
โหวงเหวง
 
ไม่มีตัวตน
ไม่มีใครเข้าใจ...
 
 ถ้าเคยมีความรู็สึกเหล่านี้
ลองวิธีนี้ดูไหมครับ
 
ลองออกไปทำอะไรเพื่อคนอื่นดู
เช่นเอาของไปบริจาคบ้านเด็กพิการ
ไปดูแลคนชรา
ดูแลเด็กกำพร้า
ฯลฯ
 
หากเราลองทำในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
คือให้ในสิ่งที่ "ขาด(ทางจิตใจ)"ได้แล้วละก็
เมื่กลับมาดูจิตใจเราอีกทีจะพบว่า 
 
มันล้นปรี่
มีความสุข
พร้อมที่จะให้มากกว่าเดิมเสียอีก
 
บทเรียนที่ผมได้เรียนรู้ในครั้งนี้
คือ
หากขาดความรักจงให้ความรักแก่ผู้คน
หากขาดความอบอุ่นจงให้ความอบอุ่นแก่ผู้คน
เราไม่ได้อยู่ในโลกเพียงคนเดียว
ยิ่งเราให้ เรายิ่งได้
ที่ว่างในหัวใจ สามารถเติมให้"ล้น"ได้
ด้วยการให้อย่างจริงใจครับ

 
ขอให้ทุกท่าน มีสติ ตื่น รู้ มีความสุขในปัจจุบันครับ
 
 

 รูปจาก photobucket ครับ

เนื้อหานี้มาจาก FWD mail นะครับ

บทความที่แนบมานี้ต้องขอขอบคุณคุณเอ วริทธิ สันธิเดช (ถ้าสะกดผิดขอโทษด้วยนะคะ) เป็นอย่างมากค่ะที่มีน้ำใจแบ่งปันมาให้เราทุกคน คุณเอได้ถอดข้อความที่พี่ตุลย์ดังตฤณสอนนั่งสมาธิออกมา และได้ขออนุญาตเผยแพร่จากพี่ตุลย์แล้วค่ะ เลยขอคุณเอเอามาแบ่งปันต่อค่ะ

นั่งสมาธิโดยคุณดังตฤณ

ศาลาปันมี วันที่ 14 กันยายน 2552

(ผู้เรียนนังบนเก้าอี้มีพนักพิงแบบสบายๆ)

การนั่งสมาธิแบบนี้นะ ถ้าไม่มีใจคิดไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่ไปเปรียบเทียบว่าเคยทำมาอย่างไร รับประกันว่าได้ผลร้อยเปอร์เซนต์

 

เริ่มต้นอย่าไปจับที่ลมหายใจอย่าไปจับที่อะไรทั้งสิ้น หลับตาลงไป ให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกำลังนั่งอยู่ นั่งอยู่สบายๆ ใจไม่ต้องเพ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่ง มันจะได้ไม่ไปโฟกัสแคบๆ

 

เสร็จแล้วเริ่มต้นขึ้นมาก็รู้สึกที่ขาของตัวเองว่า ขาของรอมันงออยู่ มันงุ้มอยู่หรือว่ามันเกร็งอยู่ไหม ที่ฝ่าเท้านี่ หากมันผ่อนคลายออกไปได้นะ จะรู้สึกสบายขึ้นมาทันทีเลย มันรองรับความเป็นจริงอย่างยิ่งเลย เราไม่ต้องไปจินตนาการหรืออะไร แค่ถามตัวเองเฉยๆว่าฝ่าเท้าเรานี่มันเกร็งอยู่ หรือว่ามันแบสบายอยู่ ถ้าแบสบายอยู่ใจมันจะรู้สึกทันทีเลยว่ามันสบายตามไปด้วย

 

จากนั้นมือให้วางอยู่บนหน้าตักนะ ถ้ามันมีความรู้สึกว่ามือยังกำหรือว่า มีกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของมือยังเกร็งอยู่ ก็ให้ผ่อนคลายซะ เหมือนกับฝ่าเท้า พอฝ่าเท้ากับฝ่ามือมันมีอาการผ่อนคลายเหมือนกัน ตรงนี้จะรู้สึกรู้สึกสบายขึ้นมาครึ่งตัวแล้ว ในอาการสบายครึ่งตัวนี้ เราก็สำรวจต่อมา จุดสุดท้าย ใบหน้าของเราทั่วทั้งใบหน้า มันยังมีส่วนใดส่วนหนึ่งขมวดอยู่ไหม มันยังมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่มันตึงๆขมับอยู่ไหม ถ้ามันมีอาการตึงอยู่ มีอาการขมวดอยู่ เราแค่รับรู้ รับรู้ตามจริง แล้วมันจะค่อยๆผ่อนคลาย ค่อยคลายออกไปเอง

 

ในอาการที่ร่างกายผ่อนคลายทั้งฝ่าเท้า ฝ่ามือ แล้วก็ทั่วทั้งใบหน้า ตรงนี้กล้ามเนื้อทั้งหมด ที่โยงทั้งฝ่าเท้าฝ่ามือแล้วก็ใบหน้า มันจะคลายออกไปด้วย แล้วก็รู้สึกสบายทั้งตัวขึ้นมา ในความรู้สึกสบายทั้งตัวขึ้นมานี้ เราดูต่อมา จิตใจเปิด มันสบาย มันไม่ได้เพ่ง ไม่ได้เคร่ง มันไม่ได้บริกรรมอะไรเลย มันไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น มันก็เหมือนมีสมาธิอ่อนๆขึ้นมาแล้ว

 

ในอาการที่มันชุ่มชื่น เหมือนมีสมาธิอ่อนๆนี้ เราก็ดูต่อไป ดูด้วยอาการสำรวจแบบไม่ตั้งใจ ดูด้วยอาการสำรวจเหมือนถามตัวเองว่า ตอน นี้ร่างกายมันต้องการลมเข้า มันต้องการลมออก หรือต้องการหยุดลม

 

ถ้าต้องการลมเข้ามันจะรู้สึกขาด มันจะรู้สึกร่างกายมันขาดลม มันถึงขั้นว่าร่างกายมันอยากจะลากลมเข้ามา พอลากลมเข้ามันเกิดความรู้สึกอึดอัด มันถึงเวลาที่จะต้องระบายออกไป แล้วถ้าระบายออกไปหมดแล้ว ลมหมดแล้วเราสังเกตดู

 

ร่างกายมันไม่ได้ต้องการลมเข้าทันทีนะ มันจะหยุดอยู่พักนึง นิ่งอยู่พักนึง เราปล่อยให้มันอยู่นิ่งๆสบายๆ ไม่ต้องมีลมเข้าไม่ต้องมีลมออก ในอาการเห็นว่าร่างกายมันต้องการลมเข้า มันต้องการลมออก เดี๋ยวมันก็ต้องการหยุดลม

 

ตรงนี้แหละจิตมันจะเริ่มเปลี่ยน มันจะเริ่มเป็นผู้สังเกตเฉยๆ ไม่ใช่เอาแต่อยาก อยากจะได้ลมเข้า อยากจะได้ลมออก เพราะไอ้อาการอยากตรงนี้มันก็จะไปเร่ง เร่ง เร่ง ทำให้เกิดอาการอยาก หายใจผิดๆ แล้วก็ตั้งจิตไว้ผิดๆ ทีนี้ถ้าหากว่าเราเอาแต่ดูอย่างเดียว เราก็จะเห็น ถ้าความฟุ้งซ่านกลับมา หลายคนมีความฟุ้งซ่านกลับมา เราก็ไปดูใหม่ ดูว่าฝ่าเท้านี่มันงองุ้มไหม

 

ถ้าฟุ้งซ่านปกติมันจะมีอาการงองุ้ม มัน จะมีอาการเกร็งๆ เคร่งๆขึ้นมาที่ฝ่าเท้า เราผ่อนคลายไป ไอ้อาการเกร็งๆ เคร่งๆ ฟุ้งซ่านก็จะหายไปด้วย เราก็ดูต่อมา ฝ่ามือสบายอยู่ไหม ทั่วทั้งใบหน้าสบายอยู่ไหม มันก็กลับมาสู่สภาพจิตใจที่มันสบายได้ เมื่อมีความชุ่มชื่น สามารถที่จะกลับ มาเริ่มต้นดูใหม่ ว่า เออ ตอนนี้ร่างกายมันต้องการลมเข้าหรือว่าลมออก หรือว่าต้องการที่จะหยุดลม

 

เห็นตามจริงนะไม่ใช่เห็นตามอยาก พอเห็นตามจริงไปเรื่อยๆใจมันก็จะไม่หยุดนิ่ง ไม่เกิดความทื่อๆ ไม่เกิดความรู้สึกว่าไอ้ความสุขที่เกิดขึ้นนี้มันถูกหล่อเลี้ยงไว้ บางคนตั้งใจมากเกินไปนะ พอรู้ ว่าความตั้งใจมันเกินไปแล้ว มันล้ำหน้าไป ก็ไปนั่งดูใหม่ ว่ามือยังผ่อนอยู่ไหม เท้ายังผ่อนอยู่ไหม ใบหน้ายังผ่อนอยู่ไหม แล้วค่อยๆมาถามตัวเองว่า ร่างกายมันต้องการลมแบบไหน ลมเข้าหรือว่าลมออก หรือว่าหยุดลม มันมีอยู่แค่นี้เอง

 

จากนั้นที่เหลือ จิตเค้าก็จะเห็นว่าลมหายใจมันผ่านเข้า ผ่านออก ผ่านเข้า ผ่านออก มันไม่ใช่บุคคล มันไม่ได้เห็นอะไรที่เราตั้งความหวังไว้ว่า ไอ้นี่เราจะไปยึดครองไว้ มันเข้ามาแป็ปนึงแล้วมันก็ออกไป เดี๋ยวมันยาวบ้าง มันสั้นบ้าง ขึ้นอยู่กับความต้องการของร่างกาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความอยากของเรา ลองกลับไปฝึกๆดู บางคนลืมตาขึ้นมาช่วยบอกหน่อยว่างวดหน้าออกเลขอะไร มันหลับไปแล้ว

 

นั่งสมาธินะ เราก็นั่งดูไป ดูมันง่ายมากเลย แต่ถ้าเรายังไม่เข้าใจพ้อยย์(point) มันไปนั่งด้วยความอยาก อยากได้นั่น อยากได้นี่ อยากให้มันสงบ อยากให้มันมีความก้าวหน้าทางสมาธิ ความอยากนั่นแหละ จะทำให้ถอยหลัง

 

แต่ถ้าเรานั่งไป นั่งโดยไม่มีอาการอยากจริงๆ มันก็จะนิ่งขึ้น นิ่งขึ้น เหมือนใจมีความชุ่มชื่น มีความใสมีความสว่างอยู่อย่าง นั้น แล้วถึงจุดหนึ่งที่เป็นภาวะตั้งมั่น เป็นภาวะที่ความสว่าง ความใส ความชุ่มชื่น มันคงเส้นคงวา เนียน ตรงนั้นจะเริ่มอุปจาระสมาธิ

 

พอจิตมันมีกำลังมากจริงมันก็จะเป็นอุปจาระสมาธิอย่างแข็งกล้า มีความชุ่มชื่นอย่างใหญ่ จิตเหมือนมันแผ่กว้างออกไปไม่มีขอบเขต พอจิตมันระงับ จิตมันจะเหมือนมีอาการผนึกตัว จิตมันจะตั้งมั่น เป็นความขาวอย่างใหญ่ ปิติที่มันฉีดออกมา จิตมันเหมือนเป็นดวงอาทิตย์น่ะ แผ่กว้างออกไป เหมือนไม่มีประมาณ แต่ส่วนใหญ่ไปแค่การล็อกตัวเองไว้ แช่ตัวเองไว้ เหมือนกับมัมมี แข็งๆทื่อๆ แล้วก็จะไม่รู้สึก เหมือนกับจะไม่รู้สึก แต่คิดว่าได้ฌานล่ะ หลายคนเข้าใจผิด แช่อยู่เฉยๆ จิตมันยังแคบอยู่เลย จะเป็นฌานได้อย่างไร

 

 ------------------------------------------------------------------

 

ช่วงนี้คงไม่ค่อยได้เขียนอะไรเท่าไหร่ครับ แต่ถ้ามีเรื่องดีๆจะนำมาฝากนะครับ

เนื้อหาต่อจากนี้เป็น Forward mail จากญาติธรรมครับ

-----------------------------------------------

สวัสดีครับ

   
        หมวยเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว  ประโยชน์ที่ทิ้งไว้ให้แก่เพื่อนๆกัลยาณมิตรก็คงเหลือแต่บทสนทนากับพระอาจารย์วันพฤหัสที่ผ่านมาที่หมวยไปกราบลาพระอาจารย์ที่วัด   น้องอ๋อได้เพียรแกะเสียงตั้งแต่เมื่อเช้าวันนี้  ขอขอบคุณ และอนุโมทนาด้วยกับน้องอ๋อเป็นอย่างมาก
 
          ผมได้ขอส่งต่อเมล์นี้กับน้องอ๋อแล้ว แต่ก็คงส่งได้ไม่ทั่วถึง  ดังนั้นจึงแล้วแต่ผู้รับทุกๆท่านว่าจะเห็นประโยชน์ประการใดต่อผู้รู้จัก หรือคนใกล้ตัวท่าน
 
 

หลวงพ่อปราโมทย์
พฤหัสที่ 3 กันยายน 2009

บทเรียนก่อนตาย

หมวยลูกศิษย์หลวงพ่ออายุ 30 กว่าๆเป็นมะเร็ง มากราบลาหลวงพ่อครั้งสุดท้าย ถวายผ้าไตรสังฆทานและปัจจัย

(
หมวยเสียชีวิตแล้วเมื่อคืนนี้เอง 7 กันยา)

นาทีที่ 20..............
กราบนมัสการหลวงพ่อ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่หลวงพ่อ ได้กรุณาส่งไฟล์เสียงไปให้ ตอนที่เข้าห้อง ICU แล้วได้ส่งอีกหลายๆ ครั้งกับความเมตตาที่ หลวงพ่อได้มีให้อีกหลายครั้ง แล้วก็ทางหมวยเองขอโอกาสถามคำถาม เจ็ดข้อสุดท้าย เพราะคิดว่าหมวยคงไม่มีโอกาสได้มาอีกแล้ว (โดยให้ผมเป็นล่ามให้นะครับ)

โยม: สภาวะจิตของหมวยตอนนี้มีโมหะ จิตออกนอก แล้วก็ไม่ตั้งมั่น แล้วก็เป็นกลางอยู่ครับ (ลพ ถามว่า อันสุดท้ายอะไรนะ) แล้วก็เป็นกลางอยู่ครับ (ลพ ตอบว่า อือถูกแล้ว)

ลพ: อย่าไปกังวลนะว่าจิตจะสว่างหรือไม่สว่าง จิตสงบหรือจิตฟุ้งซ่านสภาวะทั้งหลายเนี่ยะโดยตัวของมันเองเท่าเทียมกัน มันไม่เท่าเทียมกันเพราะว่าใจที่ไม่เป็นกลาง ที่ไปให้ค่า

เพราะ ฉะนั้นเวลาเราภาวนา บางทีเวลาโดนยาเข้าไปบ้าง หรือว่าร่างกายทรุดโทรมบ้าง เบลอๆ อย่าไปตกใจนะ เบลอรู้ด้วยความเป็นกลางใช้ได้ ตัวสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าสภาวะอะไรเกิดขึ้น ตัวสำคัญอยู่ที่ว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางนะ อย่ากังวลนะ อย่ากังวลใจ

โยม: ข้อที่สองครับ ตอนที่หมวยเข้า ICU หมวยเค้าก็เห็นทุกขเวทนาเยอะมาก ในทุกนาที แต่จิตมีกำลังตั้งมั่น มีตัวรู้ และก็มีขันธ์ห้ากระจายออก ตอนนั้นหมวยไม่ได้ทำสมถะเยอะ ไม่ได้ทำตามรูปแบบเยอะ เพราะว่าเข้าโรงพยาบาลประมาณเดือนนึงแล้ว

คราวนี้หลังจากออกจาก ICU เห็นแต่ความไม่เป็นกลางของจิตเพราะจิตเกิดโทสะ เพราะว่ามีแต่ได้รับทุกขเวทนาตลอดเวลา (คนที่เป็นล่าให้เริ่มเสียงเครือ แล้วพูดต่อไม่ได้ ต้องให้คนอื่นมาเป็นล่ามแทนให้) .....จิตที่ไม่ตั้งมั่นเกิดจากตอนที่ออกจาก ICU แล้วได้รับทุกขเวทนาเนี่ยะ (ล่ามคนใหม่) ได้รับทุกขเวทนามาก เพราะได้รับยาปฏิชีวะนะทุกขนาดแต่อาการไม่ดีขึ้นมีแต่ทรุด
จนหมอบอกจะอยู่ได้อย่างมากก็หนึ่งเดือน (ลพ แล้วนี่อยู่มาตั้งนานแล้ว)

โยม: ข้อสี่ค่ะ ตอนนี้พักอยู่ที่โรงพยาบาล ด๊อกเตอร์โบว์ ทำงานอยู่ ไปอยู่ตั้งแต่วันที่ 25 เห็นจิตที่ชอบ ไม่ชอบ เห็นจิตที่ไม่เป็นกลาง เห็นจิตที่ไม่เป็นกลางขณะที่ไปเห็นการเปรียบเทียบของหมอโรงพยาบาลสองโรง พยาบาล

โยม: ข้อที่ห้านะคะ

ลพ: คือการภาวนานะอย่างไปกังวลจนเกินไป อันดับแรกเจริญเมตตา เมตตาร่างกายเรื่อยๆ นะ ร่างกายนี้ได้รับความลำบากน่าสงสาร เพราะฉะนั้นอย่าไปรังเกียจมัน พอใจเราเจริญเมตตาใจเราก็ร่มเย็น ใจร่มเย็นนะ ก็ค่อยๆ ดูมันไป ดูมันเจ็บ ดูมันตาย เรา ก็ทำเป็นแค่คนดูแค่นั้นแหล่ะ บางครั้งพอเวลาเวทนารุนแรงเนี่ยะ สติเราตามไม่ทัน โทสะมันขึ้น พอโทสะเกิดขึ้นมาเนี่ยะอย่า ไปตกใจกลัวมัน

พยายามเจริญเมตตากับร่างกายมันนะ เป็นกลางกับมันนะ ดูไปเรื่อย ตัวสำคัญอยู่ที่ความเป็นกลางหล่ะนะ แล้วอย่าไปกังวลกับมัน ถ้า เกิดจะตายจริงๆ เนี่ยะ อย่างตอนเรายังไม่ตายโทสะมันขึ้นได้ แต่เกิดนาทีวิกฤติจริงๆ นะเวลาจะตาย เนี่ยะ โทสะมันจะไม่ขึ้นหรอก สติปัญญามันจะขึ้นมาแทน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปกังวลตรงนั้นหรอก เพราะจิตที่เราฝึกมาจนถึง ขนาดนี้นะ ขันธ์มันแตกตัวออกไปหมดแล้ว พอเราฉุกเฉินขึ้นจริงๆ มันจะทำงานอัตโนมัติ

ตอนที่มันทำงานอัตโนมัติเนี่ยะจะเห็นขันธ์แยกออกไป นี่บอกล่วงหน้าไว้เลยนะ ขันธ์มันจะแยกออกไป ขันธ์มันตายนะ แต่ใจที่ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานเนี่ยะมันอยู่ต่างหาก ไม่เสียทีหรอกนะ อย่างไปกังวล อย่างไรก็ไม่เสียทีหรอกจิตที่ฝึกมาถึงขนาดนี้

เมื่อก่อนมีองค์นึงนะ อาจารย์วันชัย เจริญรอยเดียวกันเลย นี่ภาวนาแข็งกว่าอาจารย์วันชัยอีก

ล่าม: อยากจะถามอีกนะคะ ข้อห้าค่ะ
หมวย: จะถามว่าเลิการประคับประคอง คือ ไม่ขอปั้มหัวใจ ไม่ขอ...(ฟังไม่ถนัดว่าพูดอะไร) ไม่ขอเข้า ICU และไม่ต้องการยาปฏิชีวะนะ เลิกที่จะให้มอร์ฟีน บรรเทาความเจ็บปวด แต่อีกอันนึงคือ การเลือกที่หมอเลือกให้ เหมือนตั้งใจจะเริ่มรักษาใหม่ให้ดีที่สุด เผื่อว่าจะสามารถแก้ไข สถานการณ์ได้ แต่ว่าต้องเริ่มใหม่ แต่ต้องเริ่มให้ยาเคมีบำบัดใหม่หมดเลยค่ะ

ลพ: จุดสำคัญนะ ร่างกายเนี่ยะทิ้งมันไป ให้หมอเค้าดูแลไปนะ หน้าที่เรามีอันเดียวคือรักษาใจเราไว้ เอาใจไว้นะ ร่างกายปล่อย ให้หมอเค้าทำหน้าที่ของเค้าไป

หมวย: เพราะฉะนั้นการที่หนูเลือก เลิกการประคับประคองครั้งสุดท้ายไว้ ถือว่าหนูเลือกทำอนันตวิบากหรือมีเจตนาฆ่าตัวตาย หรือเปล่าคะ

ลพ: ไม่ได้ฆ่าตัวตายหรอก มันตายเอง
หมวย: ถ้าอย่างนั้นหนูเลือก เลิกการประคับประคอง คือ หนูเลือกเอง อย่างนี้ได้หรือเปล่าคะ มีเจตนาฆ่าตัวตายหรือเปล่าคะ

ลพ: เปล่า ไม่ได้อยากฆ่าตัวตายเลยนะ

หมวย: คือ ไม่อยากรับยาปฏิชีวะนะ ยาคีโมค่ะ

ลพ: ได้ เราเลือกวิถีชีวิตเราได้นะ ชีวิตเราเนี่ยะสั้นนิดเดียวนะ สั้นนิดเดียว ครูบาอาจารย์ท่านก็กลับวัดนะ ไม่ใช่ว่าท่านกลับมา ฆ่าตัวตายซะที่ไหนหล่ะ ตายเอง

ครูบาอาจารย์หลายองค์นะ มีองค์หนึ่งชื่อว่า หลวงปู่จัน เขมมฺปัตโต องค์นี้ภาวนาเก่งนะ เพราะว่าท่านยังเหลืออีกนิดหน่อย มาไม่สบายอยู่กรุงเทพเนี่ยะ เสร็จแล้วพอท่านจะตายนะ ท่านกลับหนองคาย พอไปถึงวัดนะ เดินจงกรมได้ เดินจงกรมนะ ตายกระดูกเป็นพระธาตุเลย

งั้นไม่ใช่ว่าให้หมอเลิกรักษาแล้ว คือ ฆาตกรรม ไม่ใช่ คือดูแล้วมันรักษาไม่ไหว มันรักษาไม่ได้ เราก็ไปรักษาจิตของเราไว้ แต่อย่างหมอเนี่ยะ ถ้าเค้าจะช่วยได้บ้าง คือ ช่วยบรรเทา ทุกขเวทนา ฉีดให้ฉีดมอร์ฟีนให้ อย่างเนี่ยะมันก็ไม่เป็นไรหรอก

ล่าม: ขอเมตตา หลวงพ่อให้คำแนะนำอันสุดท้ายว่ามีอะไรยังติดอยู่หรือเปล่า

ลพ: ไม่มีอะไรน๊า ไม่ต้องไปกังวลอะไรหรอก

ล่าม: ข้อสุดท้ายข้อเจ็ดค่ะ ข้อสุดท้ายแล้วค่ะ

หมวย:
ขอตั้งใจถวายสังฆทาน

ล่าม: ขอกราบถวายสังฆทาน และปัจจัยเข้าวัด เป็นโอกาสสุดท้ายที่มาที่นี่ ขอกราบอโหสิกรรมหลวงพ่อ (ลพ อือ อ้าวดูจิตไป) และทุกคนที่นี้ด้วย ถ้ามีการล่วงเกิน แต่ไม่มีเจตนา

ลพ: อ้าวอโหสินะ เอวัง โหตุ เอวัง โหตุ ........
รักษาใจอย่างเดียวนะ....(ถวายสังฆทาน)
เป็นบทเรียนนะ บทเรียนคนพึ่งภาวนา เวลาเจอสภาวะอย่างนี้มันสู้ไหวนะ คนที่ไม่ได้ฝึกไว้เนี่ยะ สู้ไม่ไหวหรอก

อย่างบางคนเวลาจะตายนะให้ญาติมาบอกว่า พระอรหันต์ มันไม่หันหรอกนะ กินแต่หมูหันแทน

เนี่ยะถ้าใจเราฝึกเอาไว้ดีแล้วไม่ว่าอะไรเกิด ขึ้นนะ มันจะเห็นนะ ขันธ์มันจะแตกออกมา ขันธ์อย่างไงมันก็แตกอยู่แล้ว เราก็จะเห็นขันธ์ที่มันแตก แต่ใจยังเป็นกลาง ถ้าใจไม่ยึดกับขันธ์นะ ใจไม่ทุกข์กับขันธ์นะ บางคนพ้นไปเลยก็มี

ในสมัยพุทธกาลนะมีพระองค์หนึ่งท่านภาวนา ทำอย่างไรก็ ไม่สำเร็จ พอวันหนึ่งท่านรู้สึกว่า จิตใจดีกว่าวันอื่นนะท่านเชือดคอตัวเอง เชือดคอแล้วยืนพิงฝานะ รู้สึกน้อยใจตัวเอง เราบวช ตั้งชาตินึงนะ แล้วไม่ได้อะไรติดตัว แต่ท่านมานึกได้ว่าตลอดเวลาเนี่ยะท่านรักษาศีลอย่างดี พอคิดว่าเรามีศีลที่ดี จิตใจเบิก บานขึ้นมา

อย่างของหมวยเนี่ยะ ถ้าเราจะมองว่าเราได้ภาวนา เราภาวนาได้เต็มที่แล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมา จิตใจจะเบิกบาน

พระองค์เนี่ยะท่านก็มองร่างกายมันตาย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะตายนะ ต้องตั้งสติไว้ ดูกายมันตายลงไป ใจอยู่ต่างหากนะ ฝึกดูอย่างนี้ กายมันตายแล้วใจเราอยู่ต่างหาก ใจไม่ทุกข์ด้วย บางคนก็ได้ธรรมะ พระองค์ที่ท่านเชือดคอเนียะท่านเป็นพระ อรหันต์เลย หรือบางคนไม่ได้พระอรหันต์ แต่ได้ธรรมะดีๆ ไป อยู่ที่นาทีวิกฤติเนียะแหล่ะ

หลวงปู่ดูลย์เคยสอน ตกกระใดพลอยโจน ท่านสอนสำหรับคนที่ภาวนานะ แต่มันยังไม่จบ ในนาทีที่มันจะตายนะ เห็นกายมัน ตายไปยอมรับสภาพไป อย่าไปโกรธ อย่าไปเกลียดมันนะ ดูเฉยๆ เฝ้ารู้เฝ้าดูไป พอมันถึงเวลามันก็ต้องตายไป จิตอยู่ต่างหาก นะจิตไม่เกี่ยวหรอก

 

อรุณสวัสดิ์ครับ

อากาศช่วงนี้กำลังดีเนาะ สบายๆ

วันนึงๆเห็นตัวเองเดี๋ยวทำนู่นทำนี่

เดี๋ยวนั่งเดียวนอน 

ทำให้พบว่า

สิ่งที่ทำไม่ได้จริงๆคือนั่งว่างๆครับ

รู้สึกเหมือนต้องหาอะไรทำตอนเวลา

ยิ่งไม่มีอะไรทำแล้วก็จะยิ่งนอน กับกิน -_-"

พยายามจะดูตัวเองไปเรื่อยๆ

ไม่ค่อยเห็นความดีของตัวเองเลยครับ

เดี๋ยวก็ง่วง ขี้เกียจ

เดี๋ยวก็หลงเผลอไปคิด

เดี๋ยวก็โกรธชาวบ้านเขา

พอพิมพ์นี่ก็ทำให้รู้สึกได้ว่า

ความรู้สึกพวกนี้มันอยู่ภายในจิตใจจริงๆนะ

คือต่อให้ตัวเราโกรธแทบบ้า หรือสุขแทบตาย

คนที่อยู่ข้างๆเราก็คงไม่รู้สึกอะไรด้วย

เคยคิดว่า อย่างโกรธเค้า คนที่ทรมานคือเราจริงๆ

เจ้าตัวอาจจะไม่ได้รับรู้ด้วยเลย(ยกเว้นเราจะไป จิกๆๆ หรือส่งสายตาอำมหิต)

แต่เรานี่ทรมาน อยากให้อีกฝ่ายทรมานแบบเดียวกับที่เรารู้สึก

ซึ่งก็ไม่รู้จะทำไปทำไม

เมื่อเช้าก็โดนเรื่องโทสะไปหนึ่งดอก -_-"

มันก็ต้องโกรธล่ะนะ เพราะเหตุมันมี

อย่างตอนนี้ก็รู้สึกมัวๆ ไม่ค่อยรู้สึกตัวเท่าไหร่

 การศึกษาตัวเองนั้น ไม่ได้ห้ามไม่ให้โกรธ แต่เป็นการตามรู้โกรธ

โกรธได้ แต่อย่าละเมิดศีลเป็นพอ จะได้ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

พอโกรธปุ๊ป แล้วเรารู้สึกตัว เราจะเห็นว่า โห

มันโกรธเองได้ด้วยอ่ะ ไม่ได้ตั้งใจให้มันโกรธซะหน่อย

เสียดายว่าเมื่อเช้าสติไม่ค่อยทันครับ ไม่เห็นความทุกข์ที่เกิดจากความโกรธ

แถมโพล่งอะไรประหลาดๆออกไปซะแล้ว -_-"

ก็กระทบกระทั่ง ไม่สบายใจกันอีก

ตอนนี้ก็นั่งอยู่ อืม นั่งก็รู้ว่านั่ง

อยู่กับปัจจุบัน ความทุกข์ก็น้อยลงจริงๆ

กำลังสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคเสพย์ติดคอมไปซะแล้วหรือเปล่า

ดูช่วงนี้ผมจะหงุดหงิดบ่อย ถ้าขาดคอม

เอาเถอะ ก็ตามรู้ไป อยากจะพิมพ์ว่าตอนนี้เห็นใจเข้าหรือออกอยู่

แต่มันเร็วจัง ไม่ทันเลย

ปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญนะเนี่ย

ผมประทับใจกันแนวคิดของท่าน ติช นัท ฮัน

ที่ท่านพูดว่า "ล้างจาน เพื่อล้างจาน"

ครับ

คิดคงเคยล้างจานกัน

แล้วมีหลายครั้งที่อยากให้มันเสร็จเร็วๆ 

เพราะจะได้ไปทำอย่างอื่นต่อ

เราจะรีบล้าง ดูว่าสะอาด แล้วไปทำอย่างอื่น

ที่จริงก็ไม่ใช่ว่าจะผิด

แต่เราจะเสียช่วงเวลาที่เราสามารถจะมีความสุขง่ายๆ

ไปอย่างน่าเสียดายครับ

หากเราล้างจาน เพื่อล้างจาน เราจะพบว่า

แค่เรื่องง่ายๆ เราก็มีความสุขได้

เรานี้หาอ่านได้ใน หนังสือ ปาฏิหารย์แห่งการตื่นอยู่เสมอนะครับ

 

ขอให้มีความสุข รู้สึกตัว ตื่น ณ ปัจจุบันขณะ นะครับ


 

 

 (เอามาโน๊ตไว้เฉยๆ ครับเพราะรู้สึกว่าเป็นความคิดของตัวเองที่เอาไว้เทียบในอนาคต แต่คำถามไปเจอมา)

ไม่รู้นะเดาเอา มั่ว

1. แล้วเราเกิดชาติแรกมาได้ยังไง เพราะมันยังไม่มีกรรมที่ทำให้มาเกิด

นึกถึงกรณีทรายทรายเม็ดแรกเกิดมาได้ยังไง บิ๊กแบงเกิดได้ยังไง จักรวาลเกิดได้ยังไงปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังพิสูจน์ไม่ได้มีแต่ทฤษฏี เถียงกันไปก็ไม่จบ
เรารู้ว่ามีจักรวาล แต่ไม่รู้ว่ามายังไงแน่ๆตามหลักวิทย์
เรารู้ว่ามีการเกิดแต่ไม่รู้ว่าเริ่มแรกยังไงในแง่ของกรรม(และก็ไม่สนด้วยเพราะ ไม่อยู่ในสมมติฐาน การรีเสิร์ชของพุทธมีอยู่ข้อเดียว ทำยังไงให้พ้นทุกข์)
ทั้งสองอย่างถ้าหาต้นตอไปเรื่อยๆคงไม่จบ

2. เมื่อยังไม่มีกรรม ชาติแรกสุด จะต้องเกิดมาเป็นตัวอะไร และทุกตัวก็ต้องเหมือนๆ กันใช่ไหม

แล้วอย่างจักรวาลถ้าตอนแรกก่อนบิ๊กแบงมีสสารอยู่หรือเปล่า ถ้ามีควรเป็นสสารแบบเดียวกันใช่ใหม แล้วทำไมระเบิดได้ล่ะ อยู่ๆจะระเบิดได้เหรอ

3. กฏเกณฑ์ว่าทำกรรมเท่าไหนขีด เท่าไหน กก. จะเกิดเป็นตัวอะไรต่อไปในชาติหน้า มีไหม แล้วใครกำหนด

กฏเกณฑ์คงมีอยู่แหละแต่คนที่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เจอยังไม่มี เหมือนวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ที่ยังวิ่งไล่ตามพิสูจน์กฏเกณฑ์ ในธรรมชาติอยู่เลย แสงมีความเร็วเท่าไหรก็เพิ่งรู้กันไม่กี่ร้อยปีนี่เอง ยิ่งระดับควอนตัมยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยใหม่มาก กรณีที่ว่าใครกำหนด ก็คงเป็นสิ่งเดียวกับที่กำหนดกฏอื่นๆในธรรมชาติแหละ

แล้วคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อชดใช้กรรมครับ "ผมคิดนะ"คนเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ตัวเองต่างหาก อันที่จริงก็แล้วแต่คนว่าต้องการอะไร แต่แทนที่จะนั่งถามว่าเกิดมาทำไม น่าจะคิดว่าเป้าหมายของการมีชีวิตที่จะทำคืออะไร และผมค่อนข้างจะเชื่อว่า 99.99เปอร์เซนต์ของคน ต้องการมี "ความสุข"
โลกนี้มีตั้งกี่วิธีที่จะทำให้มีความสุข ก็ไปลองดู วิธีไหนได้ผลก็วิธีนั้นแต่เชื่อเหอะ ทั้งโลกจะมีซักกี่วิธีที่จะคนเราจะทำแล้วพิสูจน์ได้ว่าจะไม่ทุกข์ถาวร ไม่ต้องไปรอชาติหน้าหรอกเอาตอนยังเป็นๆอยู่เนี่ยแหละ เห็นผลไปเลย


น้อยนะ

จะมีซักกี่คนที่ทำวิจัย"ตัวเอง" จนรู้จักมันจริงๆได้บ้าง รู้ว่าต้นเหตุของทุกข์คืออะไรแล้วทิ้ง เหตุนั้นได้บ้าง (ผมไม่รู้หรอกนะ แต่คิดว่าคนแบบนั้นต้องมีความสุขตลอดเวลาแน่ๆ)

โลกสอนเราอยู่ทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที

ว่าไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้อย่างแท้จริง

ไม่มีอะไร ที่เป็นไปตามคาดร้อยเปอร์เซ็น

โดยเฉพาะ ร่างกายของตัวเอง

 

ช่วงนี้ผมไม่ค่อยสบายครับ เจ็บคอครั่นเนื้อครั่นตัว

แต่วันนี้ค่อยยังชั่วขึ้นมาก ยังดีที่ไม่เป็นไข้

เลยเอามาสอนตัวเองซะเลยว่าร่างกายมันก็เจ็บป่วยของมันเองได้

เราอยากให้มันไม่เจ็บป่วย แต่มันก็ยังป่วย

พอมานึกๆดูแล้วในหนึ่งชั่วโมง

ก็มีหลายเรื่องที่ธรรมชาติพยายามบอกเรา

ว่าทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง

เริ่มจากการหายใจที่เห็นง่ายที่สุด

หายใจเข้าแล้วก็ต้องหายใจออก

ท้องพองแล้วก็ยุบ

นั่งๆอยู่เดี๋ยวก็ขยับ

เคลื่อนเม้าส์บ้าง คีย์ข้อมูลบ้าง

ทำงานอื่นๆบ้าง

ธรรมชาติที่ชัดที่สุดเลยคือความเปลี่ยนแปลงนี่และครับ

คนเราพยายามฝืนการเปลี่ยนแปลง

พยายามทำให้หลายๆอย่างคงทน

แต่วันนึงสิ่งที่สร้างมา มันก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่ดี

อาจเปลี่ยนบางส่วน หรือเปลี่ยนทั้งหมด

แต่ไม่มีวันพ้นกฎนี้

ขนาดอิเล็กตรอนที่อยู่ในระดับพลังงานเสถียร

ก็ยังต้องโคจรเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่ดี

หินผาที่ว่ามั่นคงก็ยังโดนกัดกร่อนได้

สิ่งที่กัดกร่อนก็ไม่ใช่สิ่ง ใดนอกจาก

"สายลม"

ครับ

สายลมที่แผ่วเบานี่แหละครับ

สายลมที่เข้าออกจากร่างกายเราเสมอๆนี่แหละครับ

เครื่องมืออันทรงพลังนี้ อยู่กับเรามาตลอด

แต่เรากลับไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์เลย

หายใจทิ้งไปเปล่าๆ น่าเสียดาย.....

 

เพียงรู้เบาๆ ว่าหายใจเข้าหรือออก

รู้สบายๆ ก็พอ เหมือนลมที่พัดแผ่วๆเย็นสบาย

ซักวัน แม้นเพียงขุนเขาในใจเราก็ราบเรียบลงได้

เพราะ สายลมนี่เอง

เพลงพุทธคุณ

posted on 13 Aug 2009 18:48 by silverstar  in Philosophy

อาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมหรือเปล่าครับที่

ทำให้เราไม่ค่อยมีเพลงเกี่ยวกับศาสนาที่ได้รับความนิยมเลย

ไม่นับเพลงสวดมนต์นะครับ

 

ผมได้มีโอกาสฟังเพลงแนว Gospel

หรือสรรเสริญพระเจ้า ของชาวคริสต์

ก็อยากให้ชาวพุทธได้มีเพลงแนวศาสนาที่ได้รับความนิยมบ้าง

เคยมีการแต่งเพลงเกี่ยวกับกรรม

ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่ดีเหมือนกัน

 

โดยส่วนตัวแล้ว

ผมชอบการแสดงออกถึงความศรัทธา

โดยร่วมใจกันร้องเพลงสรรเสริญครับ

รู้สึกว่า บทเพลง ไม่ใช่เพียงอีกเพลงหนึ่ง

แต่เป็นเพลงที่มีความหมาย จรรโลงใจ

เพิ่มความสว่างใสวให้แก่จิตใจของผู้คน

 

 
เพลงพุทธคุณ ดังตฤณ - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

http://video.mthai.com/player.php?id=14M1180633153M0

 

 เนื้อร้องและดาว์นโหลดเพลงได้ ที่นี่ ครับ

 

 

 คิดว่าหลายๆคนคนจะรู้สึกสงบขึ้นมาบ้างนะครับ

ไม่ว่าจะเหนื่อยหรือจะท้อแค่ไหน

 ก็ขอให้มองกลับมาที่ตัวเอง

มีสติขึ้นมา กลับมาอยู่กับปัจจุบัน

วิธีง่ายๆเช่น

ถามตัวเองว่าเรา ยืน เดิน นั่ง หรือ นอน

หายใจเข้าหรือ ออก

ฟุ้งซ่านอยู่ หรือ หดหู่ไหม

โกรธ อยู่หรือเปล่า

หาก เฉยๆก็รู้ทัน 

 

ผลที่เห็นทันตาคือ ชั่วพริบตาที่รู้สึกตัวขึ้นมาได้จริงๆ

พายุ และเมฆหมอกแห่งความคิด เบาลง ครู่หนึ่ง

เพียงเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นแบบนี้บ่อยๆ

จะรู้จักความเป็นจริงๆของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆครับว่า

จิตใจหนีไปคิดเองได้ ไม่ใช่สิ่งที่เราบังคับได้เลย

 

วันนี้ ขอแนะนำหนังสือดีครับ

ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ

[The Miracle of Being Awake]
พระประชา ปสนฺนธมฺโม  แปล
พิมพ์ครั้งที่ ๑๔  ขนาด ๑๓ x ๑๘.๕ ซ.ม.  จำนวน ๑๒๖ หน้า

ราคา ๘๕ บาท

 เป็น จดหมายที่ท่านติช นัท ฮันห์ อาจารย์เซนและนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพคนสำคัญของเวียดนาม เขียนถึงกลุ่มหนุ่มสาวที่ทำงานเพื่อรับใช้สังคม เป็นเรื่องของสติและการฝึกสติให้เกิดขึ้นในทุก ๆ ขณะ เพื่อสร้างความสุขให้เพิ่มขึ้นและลดทุกข์ของชีวิตให้น้อยลง ให้เรารู้เท่าทันภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้น และดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะให้ดีที่สุด เป็นการประยุกต์เอาพุทธศาสนามาใช้กับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่อย่างสมสมัย

เล่มนี้ แม้ไม่ใช่ชาวพุทธก็อ่านได้ เพราะก็มีสติในชีิวิตประจำวัน

ช่วยให้ความทุกข์น้อยลงได้จริงๆครับ

ขอให้ทุกคน มีสติ มีความสุขในปัจจุบันขณะครับ

 

----------------------------------------------------------------------------

สำหรับคนที่อยากลองฟังเพลงแนว Gospel ประสานเสียง ของคริสต์นะครับ

เพลง Stay with me และ Do not Stand at my grave youtube

ร้องประสานเสียงโดยกลุ่มนักร้องเด็ก(Libera)

Pause and Play

posted on 02 Aug 2009 19:42 by silverstar  in Philosophy

สวัสดีครับ

 

วันนี้หลังจากได้อ่านเนื้อหาดีๆ จากเว็บไซต์นี่คุ้นเคย

ก็พบว่า

สำหรับคนที่หมดกำลังใจในการ ศึกษาตัวเอง

หรืออาจจะกำลังงงว่าไปทางไหนดีแล้ว

อาจจะลองหาเวลา อ่านหนังสือดีๆ

ที่มีเนื้อหา น้อมนำ

ให้เข้ามาศึกษากายใจของตัวเอง ดูสักเล่ม

จะช่วยให้เกิดกำลังใจได้ครับ

เพราะว่าเมื่อพออ่านไปแล้ว

ด้วยเนื้อหานั้น

ทำให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก

หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า

รู้เบาๆสบายๆ

โลกตรงหน้าก็จะแจ่มชัดขึ้นมา

แม้เพียงชั่วครู่

แต่การที่เรา...

ได้หลุด ออกมาจากกรงขังแห่งความคิด

แม้เพียงชั่วขณะ

ก็อาจทำให้เราเห็นว่า

ที่จริงธรรมชาติรอบๆตัวนั้น

โปร่งโล่งเบาสบายเพียงใด

ไม่ได้คับแคบ

เหมือนกรงขังเเห่งความคิดเลย

 

 

วันนี้ตัวผมเอง ก็ได้มีโอกาสอ่านหนังสือ ๗ เดือนบรรลุธรรมอีกครั้งครับ

 

หนังสือ ๗ เดือนบรรลุธรรม

 

โดยหนังสือเล่มนี้จะเป็นการรวบรวมขั้นตอน

ที่สำคัญจากตำราเก่าแก่ที่เกิดขึ้นกว่า 2000ปีมาแล้ว

หรือก็คือพระไตรปิฎกนั่นเอง

รวมกับประสปการณ์ของผู้ศึกษา หลายๆท่าน

ร้อยเรียงออกมาเป็นเนื้อเรื่อง เพื่อให้อ่านเข้าใจง่าย

 

โดยส่วนตัวแล้วจากการที่ผมได้อ่านอีกรอบ

ก็ช่วยให้เข้าใจหลักและวิธีการที่ถูกต้องมากขึ้นครับ

 

ทำให้ผมนึกถึงคำกล่าวที่ว่า

ไม่มีทางที่คุณจะอ่านหนังสือเล่มเดียวกันได้เหมือนเดิม

ความหมายก็คือ หนังสือเล่มเดียวกันนั้น

หากอ่านไปรอบหนึ่งแล้ว

เมื่อเวลาผ่านไปกลับมาอ่านอีก

จะได้ความรู้สึกที่ต่างไปจากอ่านครั้งแรก

เพราะเวลาเมื่อที่ผ่านไป ตัวเราเองก็เปลี่ยนไป

 

 ขอให้ทุกคน มีความสุขกับสติ ในปัจจุบันนะครับ

 

 

CURRENT MOON

Favourites


ShoutMix chat widget