เพียงกลิ่นผิว...

posted on 17 May 2012 22:13 by silverstar  in DiariumEius
 
"ละไอผิว...ตราตรึงให้คะนึงหวน  ดุจตรวนกุหลาบอาบพิษ เย้ายวน...หากทุกข์ยิ่ง"
 
 
กรุ่นกลิ่นอายผิวระเรื่อยต้อง
ฆนะคล้องดึงจิตคิดผูกพันธ์
ปลายกลิ่นควันบุหรี่กับมิ้นต์นั้น
ห้อมล้อมพลันปกคลุมสติราง
....
 
 
 
 
ดุจตรวนกุหลาบอาบยาพิษ
ตรึงจิตดังเมรัยกลิ่นหอมหวาน
ดึงใจจ่อมจมนิลกาล
แสนยากจะดึงตนกลับคืน
...
 
 
รุ่มร้อนดั่งกายโดนเผา
ขุนเขาทุ่มทับอัดอก
หัวซุนประหนึ่งโดนชก
สิ้นแรงสิ้นหวังสิ้นพลัง
 
ซวนเซมัวหมองข้องขุ่น
ทุกข์กรุ่นไหม้หมกอกคลั่ง
ดุจเพลิงกาฬผลาญให้พัง
ซ่านคิดจิตเขลาเมาปรุง
...
 
 
เพียรตามกระแสวาโย
ที่ต้องตโจไหวไหว
ระบายสายลมหายใจ
ระบายพิษร้อนถอนคลาย
 
ทรุดกายพับลงหน้าพระ
เพียงพิศพิษเบาห่างหาย
ที่เคยทุกข์ร้อนผ่อนมลาย
จิตกลายสว่างสร่างเมา
 
มีทุกข์ไม่เพียงช่วยคลาย
แต่ได้เห็นใจหายเศร้า
เห็นความขุ่นข้องหมองเบา
ความเขลาเงาหมองล่องหาย
...
 
 
เหมือนฟ้าฝนปรอยวันนี้
แม้ขุ่นกว่าวันสิ้นฝน
ก็ยังสว่างให้ยล
สีสรรพ์สุวคนธมาลี
 
 

ใบไม้ที่ร่วงหล่น..

posted on 05 May 2012 21:19 by silverstar  in Philosophy
รูปจาก clovisindependent.com
   ท้องฟ้าวันนี้ เมฆครื้ม เสียงฟ้าคำรามมาแต่ไกล เหล่าใบไม้สีน้ำตาลแดงบนต้นไม้ใหญ่ที่เคยแผ่กิ่งเขียวร่มรื่น แกว่งไกวก่อนค่อยปลิดปลิวลอยละล่องลงมาใบแล้วใบเล่า รองรับหยาดน้ำฝนเย็นที่ค่อยๆร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้ากลางหน้าร้อน
 
ผมรู้สึกใจหาย...
 
   สวนแห่งนี้เคยมีความเขียวสดชื่น ที่แม้ว่าแดดจะแรงเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้ผู้คนที่อยู่ใต้ร่มไม้นั้นรู้สึกร้อนได้เลย สีเขียวของร่มไม้ที่มองเมื่อใดก็สดชื่น   และในบางครั้ง  แสงแดดอ่อนๆยามสายได้ส่องผ่านม่านสีเขียวสดใสหลากโทนที่เกิดจากการซ้อนทับสลับกันของใบไม้และเสียงนกเจื้อยเเจ้ว ทำให้ผมรู้สึกราวกับว่า ใบไม้เหล่านั้นกำลังหัวเราะร่วนไปกับเรื่องขำขัน ที่ดวงอาทิตย์กำลังเล่าให้ฟัง ท้องฟ้าที่โอบอยู่เบื้องหลังพระอาทิตย์และหมู่เมฆขาว เหมือนส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับเหล่าใบไม้นั้นด้วยความรัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ที่นี่กลับแปรเปลี่ยน...
 
วันนี้พื้นดินสีน้ำตาลแตกระแหง ดูโรยแรง อ่อนล้าเต็มทน เหล่าต้นไม้ที่ยืนตระหง่านต่างปลิดใบของตนเพื่อรักษาชีวิตที่เหลืออยู่ให้รอด เสียงนกเงียบสนิท แสงอาทิตย์ผลุบหายไปหลังทัพเมฆครื้มดำทะมึน  ที่กรีฑาทัพ ดาหน้ากันเข้ามา เสียงกัมปนาทดั่งสนั่นเหมือนท้องฟ้าพยายามระบาย ความผิดหวัง ความโกรธ ที่ประดังประเดก่อนที่จะหลั่งน้ำตาเย็นเยี่ยบ รดลงสู่ผืนดินที่แห้งผาก
 
ถึงกระนั้น ภายใต้กองใบไม้ที่ถับทมกัน จนดูเหมือนพื้นดินถูกปูด้วยพรมสีน้ำตาลแดง ต้นอ่อนสีเขียวจางๆแทรกขึ้นมาจากผืนดิน ค่อยๆชูเปลือกหนาหนักขึ้นก่อนคลีใบสีเขียวอ่อนที่ยับยู่ยี่ออกมาทีละนิด ทีละนิด อย่างตั้งใจ เหมือนกำลังบอกผมว่า...
 
 
"ใบไม้คงต้องร่วงหล่นเป็นธรรมดา แต่มันไม่ใช่ความสิ้นสุดของสิ่งต่างๆที่ประกอบขึ้นมาเป็นใบไม้ใบนั้นหรอกนะ"
 
 

นั่นสินะ.. ผมคงห้ามใบไม้ ให้ไม่ร่วงไม่ได้ และการเสียใจกับใบไม้ที่ร่วงไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร บางที บางส่วนของใบไม้เหล่านั้นอาจจะได้กลายเป็นต้นไม้ต้นใหม่ ที่ยืนหยัดเป็นร่มเงาให้กับคนรุ่นต่อๆไป บางส่วนอาจจะกลายเป็นผืนดินที่คอยแบกรับต้นไม้เหล่านั้น หรือกระทั่งบางส่วนอาจจะกลายเป็นที่ส่วนหนึ่งของรังให้เหล่าลูกนกได้อยู่อย่างอบอุ่นบนต้นไม้ ก็ได้
 
 
 

brown grass
(ภาพประกอบโดย Sye Toru)
 
ท่ามกลางแดดร้อน กลิ่นอายของดินและหญ้าแห้งลอยขึ้นเหนือท้องทุ่ง
สายลมนุ่มนวลพัดพากลิ่นเหล่านั้นล่องลอยไปไกล
 
 
ชาวบ้านที่อยู่อย่างเรียบง่าย
ไม่หรูหราดั่งเมืองหลวง
ไม่เลิศเลอเหมือน ห้างใหญ่โต
 
แต่กลับต้อนรับอย่าง จริงใจ
รอยยิ้มง่ายๆ ซื่อๆ
ค่่อยๆซึบซาบเข้าไปในใจ
 
นั่นคือภาพลักษณ์ของ...
ชาผูเออร์ครับ
 
บ่ายวันนี้ร้อนจัด จนผมนึกอยากดื่มอะไรซักอย่าง
ปกติเครื่องดื่มเย็นๆจะสิ่งแรกๆที่นึกถึง
 
แต่ผมกลับนึกถึงชากลิ่นดินๆอย่างผูเออร์
ผูเออร์ (Pu'erh) นั่นออกจะต่างจากชาอื่นๆสักหน่อย
เพราะเป็นชาหมักครับ
 
ใหม่ๆจะมีกลิ่นดินแรงจนเรียกได้ว่า
ดื่มยากถ้าไม่คุ้น
 
แต่พอบ่มไว้กลับมีรสชาตินุ่มนวลขึ้น
อย่างไม่น่าเชื่อ
 
ยิ่งบ่มนานก็ยิ่งนุ่มนวล
ชาชนิดนี้จะนิยมเก็บไว้นานๆ
ถ้าเป็นอันที่เก็บไว้นานมาก
ก็สามารถขึ้นได้เป็นแสนๆเลยครับ
 
ในตอนแรกที่ดื่มอาจจะไม่ชินกลิ่นนัก
แต่พอดื่มไปเรื่อยๆกลับพบเสน่ห์
ในความบ้านๆนี่แหละครับ
(รูปแผ่นชาผูเออร์)
 
ชาชนิดนี้มีต้นกำเนิดอยู่ที่ สิบสองปันนาในยูนนาน
มีตำนานมากมายเกี่ยวกับชาชนิดนี้
ทั้งการที่ใบชาเกิดเปียกฝนระหว่างขนส่ง
คนขายเลยซุกลืมไว้ในบ้าน
พอเวลาผ่านไปแล้วกลับมาเจอเข้า
ลองดื่มแล้วพบว่าอร่อยดีเลยนำไปขาย
 
 
บ้างก็ว่าเกิดจากการขนส่งจากเมืองหลวงที่นิยมอัดใบชาเป็นแผ่นๆ
เมื่อผ่านเส้นทางใบชาโบราณ
ไปถึงแถบยูนนานก็เลยกลายเป็นแบบนั้น
 
(สิบสองปันนา ยูนนาน)
 
ถึงอย่างไรก็ตามปัจจุบันเริ่มมีกระแสในการดื่มผูเออร์
เพราะมีผลวิจัย
ว่าช่วยลดน้ำหนัก
และคอเรสเตอร์รอลได้
หากดื่มติดต่อกันเรื่อยๆ
 
 
เวลาลองดื่ม แนะนำให้ชงจางๆ
 
พอให้สีเป็นน้ำตาลแดงใสๆครับ
 
 
ถ้าสีเข้มมากๆกลิ่นดินจะแรงจนดื่มยาก
 
 
ผูเออร์น่าสนใจเพราะ
เป็นชาที่ดื่มได้ทั้งวันครับ
 
ปกติแล้วชาเขียว ชาอู่หลง
ชาแดงและชาอื่นๆ
จะกระตุ้นกระเพาะ
ถ้าดื่มตอนท้องว่าง
อาจจะปวดท้องได้
 
แต่สำหรับผูเออร์แล้วจะไม่เป็นครับ
ถือว่าเป็นชาที่น่าสนใจตัวหนึ่ง
 
ช่วงบ่ายร้อนๆ ค่อยๆ
จิบผูเออร์
กลิ่นดิน หญ้าแห้งและลม
อาจจะช่วยนำเรา
ให้กลับมาอยู่กับธรรมชาติบ้าง
 
บ้างทีความเหนื่อยล้า
อาจมาจากการห่างไกลเกินไปจากธรรมชาติ
การจิบชา
ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรากลับมาอยู่กับตัวเอง
ระลึกถึงร่างกายและจิตใจอ่อนล้า
ที่เริ่มผ่อนคลายจากการจิบชา
ตื่นขึ้นมาจากความวุ่นวาย
 
ขอให้ทุกท่านมีสติ มีความสุขอยู่ในปัจจุบัน ขณะ ครับ